วันนี้ (6 ตุลาคม 2549) เป็นวันไหว้พระจันทร์ ตำนานปรากฏครั้งแรกในยุคต้นของสมัยจั้นกว๋อ ( ยุคสงคราม 475 – 221 ก่อนคริสต์ศักราช ) เป็นเรื่องราวของฉางเอ๋อ สาวงามผู้กินยาอายุวัฒนะของเจ้าแม่ซีหวังหมู่ แล้วกลายเป็นเทพธิดาอมตะแห่งดวงจันทร์
ส่วนที่มาของพิธีเซ่นไหว้พระจันทร์นั้น ตามบันทึกโบราณ โจวหลี่ ระบุว่า จีนเริ่มเซ่นไหว้พระจันทร์เมื่อสมัยราชวงศ์ถัง ซึ่งที่มาของพิธีในเทศกาลนี้ มีส่วนเกี่ยวเนื่องกับตำนานความฝันของกษัตริย์ถังหมิงหวง เสด็จประพาสพระราชวังบนดวงจันทร์ เรื่องเล่ามีอยู่ว่า ในกลางดึกของคืนเดือนเพ็ญ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 กษัตริย์ถังหมิงหวงบรรทมหลับไปแล้วทรงพระสุบินว่า พระองค์ลอยขึ้นไป เที่ยวชมพระราชวังบนดวงจันทร์ และได้พบเทพธิดาบนดวงจันทร์กำลังร่ายรำอยู่อย่างงดงาม ในฝันนั้น พระองค์ทรงเพลิดเพลินและเกษมสำราญเป็นอย่างยิ่ง กระทั่งเมื่อตื่นพระบรรทมและทรงโปรด ให้ฝันนั้นเป็นความจริง จึงมีรับสั่งให้นางสนมแต่งตัวและร่ายรำ เลียนแบบเทพธิดาในฝัน
ตั้งแต่นั้นมาทุกวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 8 พระองค์ก็รับสั่งให้จัดเครื่องเซ่นไหว้พระจันทร์ และทอดพระเนตรความงามของพระจันทร์ ไปพร้อมกับการร่ายรำของนางสนม
ประเพณีปฏิบัติเช่นนี้ ภายหลังได้แพร่หลายไปทั่วประเทศ และเป็นเทศกาลที่มีความสำคัญเทียบเท่ากับ เทศกาลตรุษจีน และเทศกาลไหว้ขนมจ้าง (ขนมบ๊ะจ่าง)
อยากกินขนมไหว้พระจันทร์ จัง :)
“หญิง” สุกัญญา ไรวินท์ นักแสดงและพิธีกร เริ่มใส่หินดีซีไอมาเกือบปีแล้ว โดยเธอเลือกสวมใส่หิน 9 ตา ซึ่งเชื่อว่ามีผลสนับสนุนเรื่องการงาน
“ปกติหญิงจะมีงานพิธีกรตามงานกิจกรรมต่างๆ อยู่เสมอ แต่ก็มีบางครั้งที่บริษัทจัดงานโทร.มาติดต่อ พอเราบอกค่าตัวแล้วก็จะหายไป ไม่ติดต่อกลับมา แต่พอเริ่มใส่ ที่ติดต่อมาเราก็จะได้ทุกงาน ก็ไม่รู้ว่าจริงหรือไม่ แต่หญิงเชื่อ ก็ถือว่าอะไรดีๆ ที่ใส่ติดตัวไว้ก็ไม่เสียหาย เรื่องอะไรต่างๆ ถ้าทำแล้วไม่ถึงกับงมงาย ไม่ทำให้ชีวิตวุ่นวายขึ้นมากนัก จะใส่โน่น พกนี่”
หญิงยังเสริมอีกว่า เธอเองเกิดมาในครอบครัวคนจีน ซึ่งจะเชื่อในเรื่องการเสริมดวง หรือปรับฮวงจุ้ยอยู่แล้ว ทำให้ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใดในการพกพา หรือใส่เครื่องรางที่เสริมดวงให้ดีขึ้น
ยังมีนักแสดงอีกหลายคนนะคะ ที่ใส่ของขลังไว้ยึดเหนี่ยวจิตใจ คลิ๊กอ่านที่เลยค่ะ
ยังไงก็แล้วแต่ความเชื่อของแต่ละคนนะคะ ถ้าใส่แล้วเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ ก็ไม่เสียหายไม่ใช่เหรอคะ :)
ก้อนหินขนาดเล็กเท่าลูกกอล์ฟ น้ำหนักประมาณ 377 กรัม (หนักกว่าน้ำอัดลมกระป๋องเล็กน้อย) ตกลงกระแทกหลังคาบ้าน 2 ชั้นหลังหนึ่งในฟรีโฮลด์ ทาวน์ชิป (Freehold Township) รัฐนิวเจอร์ซีย์ เมื่อค่ำวันอังคาร (2 ม.ค.) ที่ผ่านมา โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจในเมืองเผยว่า
มีผู้หญิงรายหนึ่งโทรมาแจ้งที่สถานีตำรวจว่า เธอได้ยินเสียงประหลาดตกกระทบหลังคาบ้าน จากนั้นลูกชายของเธอก็พบก้อนหินฝังอยู่ในกำแพงห้องอาบน้ำ
หินที่ไม่สามารถระบุที่มานี้ มีลักษณะพื้นผิวขุรขระ เป็นประกายวาว ยังไม่พบว่ามีการแผ่รังสีใดๆ ออกมา ซึ่งคาร์ลตัน พรายออร์ (Carlton Pryor) ศาสตราจารย์ด้านดาราศาสตร์ มหาวิทยาลัยรัตเจอร์ส (Rutgers University) เผยว่า ทุกๆ วันมีวัตถุหน้าตาแบบนี้ ตกลงสู่พื้นโลกประมาณ 20-50 ก้อน และแม้จะไม่ได้เห็นก้อนหินดังกล่าวด้วยตาตัวเอง แต่พรายออร์เชี่อว่าห้องแล็บก็น่าจะตรวจและพิจารณาว่าเป็น “อุกกาบาต” ที่หลุดลอดชั้นบรรยากาศเข้ามากระทบผืนโลก
ถ้าเป็นอุกกาบาตจริงๆ แล้วมันจะหล่นลงมาอีกไหมนี่ :)
หินเหล่าประหลาดนี้คือหินหอย มันสามารถขยายพันธุ์ได้ เมื่อนำหินหอยมาใช้ฆ้อนทุบ ปรากฎว่าข้างในหินมันมีก้อนสีขาวคล้ายๆ กับคริสตัล ยิ่งพอกระทบกับแสงแดดมัน จะส่องแสงแวววาวสวยงามมากอย่างกับเพชรพลอย
ส่วนที่มาของหินประหลาด เนื่องจากพ่อเป็นลูกจ้างอยู่ที่เขื่อนศรีนครินทร์ จ.กาญจนบุรี พ่อได้เก็บเอาหินประหลาดนี้กลับมาบ้านด้วย ตอนนั้นพ่อเก็บมาแค่ 30-40 ก้อน โดยเอาไปใส่ไว้ในโอ่งน้ำกินเพราะเชื่อว่าอาจจะเป็นยา หลังจากนั้นก็ไม่ได้มีใครสนใจมันเลย จนกระทั่งพ่อตายลูกๆ ก็พากันย้ายไปอยู่กับพี่ชายที่ จ.กาญจนบุรี
ซึ่งตอนนี้มันขยายเต็มโอ่งเกือบจะแสนเม็ดได้แล้ว อย่างนี้ต้องพิสูจน์แล้ว ว่ามันเป็นหินหรืออะไรกันแน่